วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มุมมองของนักอนุรักษ์ภาษา

หากเราลองมองในมุมมองของนักอนุรักษ์ภาษา ก็คงอาจพูดได้ว่าภาษาไทยวิบัติจริงๆ แต่ถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไปแล้ว อาจว่ามันเป็นพัฒนาการทางด้านภาษาก็เป็นได้ เนื่องจากในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ทางภาษามากกว่า จะเป็นความวิบัติทางภาษา หรือมองเป็นเรื่องธรรมดา  อาจจะคิดว่า เอกราชทางภาษาคงไม่เสีย เพราะอย่างไรก็เป็นภาษาไทยของเรา แต่ถ้าเป็นไปได้ ทางที่ดีใช้กันให้ถูกต้องหลักตามภาษาจะเป็นการดี เพราะว่าจะไพเราะกว่า ภาษาไทยคงไม่ถูกกลืนอย่างแน่นอน และถ้าหากเราลองมองย้อนหลังไป  ภาษาไทยก็มีพัฒนาการ มาในแต่ละช่วงเวลา เช่น  สมัยก่อน ใช้สรรพนามแทนตัวเองและบุคคลรอบข้างก็ไม่หยาบคายนัก ปัจจุบันก็หยาบ หรือแม้กระทั่ง ศัพท์หลากหลายคำที่เกิดจากการเล่นสระ อย่างที่เราเคยเรียนมาสมัยมัธยมต้น  เช่นพวกคำสมาส การเล่นสระ หรืออื่นๆ ก็มีเกิดขึ้นมาในแต่ละช่วงแต่ละสมัย ซึ่งถ้าจะมองว่าเป็นความวิบัติของภาษาในสมัยนั้นๆ ก็เป็นได้ แต่ในปัจจุบันเราก็ใช้จนเป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งในกระทรวงศึกษายังบรรจุไว้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเลยด้วยซ้ำไป ในสมัยก่อน คำต่างๆอาจเริ่มเปลี่ยนไปเพราะว่าการแต่งกาพย์  ฉันท์  กลอน เพื่อให้ไพเราะ หรือ อาจเป็นเพราะว่า การขี้เกียจเลยทำให้เกิดย่นสระ เรียกได้ว่าง่ายเข้าไว้ แต่ว่าในปัจจุบันนั้น ภาษาเปลี่ยนไปจากหลายองค์ประกอบ เช่น สื่ออินเทอร์เน็ต ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าในแต่ละช่วงแต่ละยุค ภาษาก็เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเอง แต่ว่าถ้าพูดให้ถูกหลักตามภาษา ก็เป็นข้อได้เปรียบของผู้พูดเอง ทั้งบุคลิกภาพ อย่างเช่น การสมัครงานในหลากหลายอาชีพ ภาษาก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เช่น ผู้ประกาศข่าว เป็นต้น  ดังนั้นถ้าพูดให้ถูกแล้วได้ประโยชน์มากกว่าก็น่าจะพูดให้ถูกต้อง แต่ถ้าหากมองลงไปอีก ว่าอิทธิพลที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนในยุคนี้ กลับมองว่าเป็นที่ ภาพยนตร์ ละคร หรือการตลาดของสินค้าบางอย่างส่งผลเยอะกว่าอินเทอร์เน็ตไม่น้อย เพราะว่าวัยรุ่นเป็นวัยของการเลียนแบบ แล้วส่วนใหญ่มักเลียนแบบบุคคลที่ชื่นชมอย่างดารานักร้องก็เป็นได้
         ถึงแม้ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แต่ก็ไม่ได้นำเสนอการดำเนินงานออกมาให้เราได้เห็นกันอย่างชัดเจนเท่าใดนัก จึงเกิดกระแสที่เรียกได้ว่า ความไม่มั่นคง ทางการดำเนินงานของทางผู้ใหญ่ แล้วการที่จะแก้ปัญหาทางการใช้ภาษาของวัยรุ่นนั้น หากจะแก้โดยครอบคลุม โดยที่ไม่อธิบายหรือแม้แต่เจาะจงให้พวกเขาตระหนักถึงผลเสียที่ตามมา มีหรือที่เยาวชนจะเข้าใจโดยทั่วถึงกัน ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า ปัญหาต่างๆเริ่มต้นจากจุดเล็กๆเพียงจุดเดียวเท่านั้น   และในขณะเดียวกัน ในมุมมองอีกแง่หนี่งก็กระทบมาจากการที่เยาวชนก็ไม่อ่านหนังสือ จึงทำให้เกิดจุดด้อย คือ คนไม่สามารถคิดคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เป็นภาษาสละสลวยได้ ส่งผลให้เกิดภาษาสแลง คือการใช้ภาษาแบบแอ๊บแบ๊ว การใช้สำเนียงฝรั่งเข้ามาสื่อสารมากขึ้น จนกระทั่งภาษาไทย กลายเป็นภาษากลาย ซึ่งการใช้ภาษาแบบแชท เป็นผลพวงมาจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลวเช่นกัน เมื่อเยาวชนใช้กันมากขึ้นจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ไม่น้อย  เพราะจะพูดกันไม่รู้เรื่อง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรแก้ที่ต้นเหตุ คือ การที่เด็กไม่อ่านหนังสือจะดีกว่า ถ้าแก้ได้ก็จะทำให้การใช้ภาษาไทยแบบผิดเพี้ยนไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้การใช้ภาษาไทยแบบแอ๊บแบ๊วในการแชทท ในโลกไซเบอร์อาจไม่ใช่วิกฤติของภาษาซะทีเดียว  แต่การไม่อ่านหนังสืออาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป 
            อย่างไรก็ตาม การรักษาภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของไทยที่มีมาแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง  นั้นเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน  โดยเฉพาะเยาวชนที่จะต้องช่วยกันและหันมาเอาจริงเอาจังกับการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง  ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่จะใช้ภาษาที่สลับแสลงและทำให้ภาษาที่มีมาแต่บรรพบุรุษของเราวิบัติไป   และในฐานะที่เราก็เป็นคนไทยจึงอยากเชิญชวนให้คนไทยทุกคนช่วยกันรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ช่วยกันสืบต่อให้คนรุ่นหลังของเราได้ใช้ภาษาไทยต่อไป   การที่จะฝึกฝนหรือสอนให้เด็กๆพูด อ่าน หรือขียนภาษาไทยให้ถูกต้องนั้น คงจะง่ายขึ้นมากหากเราสามารถปลูกฝังให้พวกเขามีความรู้สึกหวงแหนภาษาไทย หวงแหนความเป็นไทย  ซึ่งเป็นมรดกของชาติ เพราะเรามีทั้งภาษาพูด และภาษาเขียนที่เป็นของเราเอง เพื่อที่วันข้างหน้าพวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนไทยที่สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง มีบุคลิกภาพที่ดี และสามารถอวดเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น